Unit 6 — Project Scheduling

Project Scheduling is a part of project management that involves listing activities, milestones, and deliverables within a project. The schedule also usually includes start and end dates, the length of the project, and the resource management needed to complete each activity.
Objective: ให้โครงการเสร็จตรงเวลา และได้คุณภาพผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

1. เทคนิคการกำหนดเวลาโครงการ

#เทคนิคหมายเหตุ
1Gantt Chartแผนภูมิแท่งตามเวลา
2Task Listรายการงาน
3Calendarปฏิทิน
4Mathematical AnalysisCPM และ PERT
5Duration CompressionFast Tracking (ทำงานคู่ขนาน) และ Crashing (เพิ่มทรัพยากรเพื่อลดเวลา)
6Simulationรวมถึง Dumping extra resources, Multitasking
7Flow Chartผังงาน

2. Gantt Chart

พัฒนาขึ้นในปี 1917 โดย Henry L. Gantt เพื่อวางแผนเกี่ยวกับเวลา ใช้แก้ปัญหาการจัดตารางการผลิต ช่วยควบคุมแผนงานและโครงการ (การบริหารเชิงวิทยาศาสตร์)

สัปดาห์ 123 456 A เก็บ requirement B ออกแบบระบบ C พัฒนา D ทดสอบ
Gantt Chart — แกนนอนคือเวลา แกนตั้งคือกิจกรรม

ก่อนสร้าง Gantt Chart ต้องทำ 4 ขั้น

  1. แยกย่อยแผนงานออกเป็นกิจกรรมหรืองานย่อย เพื่อจัดการเรื่องเวลา งบประมาณ และความสามารถทำเสร็จทันเวลา
  2. พิจารณาว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละกิจกรรม
  3. ตกลงกันถึงเนื้องาน ระยะเวลา (อาจกำหนดวันส่งงาน) และงบประมาณ
  4. พิจารณาภาพรวมทั้งหมดอีกครั้งว่ายังอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรกหรือไม่
ข้อดีของ Gantt Chartข้อจำกัดของ Gantt Chart
ง่ายในการอ่านและทำความเข้าใจไม่สามารถแสดงความสัมพันธ์ของงานหลายๆ งานได้
ไม่ซับซ้อน จัดทำได้สะดวกไม่เหมาะกับโครงการที่มีงานมากๆ เพราะสับสนง่าย
เหมาะกับงานที่ไม่ต้องปรับแก้แผนกำหนดเวลาบ่อยๆไม่มีหลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์เวลาที่ชัดเจน
เหมาะกับงานลักษณะซ้ำๆ มีความยืดหยุ่นสูงอาจขัดแย้งด้านลำดับงานและเงื่อนไข เพราะกำหนดวันเริ่ม–สิ้นสุดก่อน แล้วค่อยกำหนดช่วงเวลากิจกรรม

3. CPM — Critical Path Method

ระเบียบวิธีวิกฤต (CPM) = เทคนิคเชิงปริมาณด้านการวิเคราะห์โครงข่ายงาน (Network analysis) ใช้วางแผนและควบคุม เวลาและค่าใช้จ่าย โครงการ
พัฒนาขึ้นปลายปี 1950 โดย James E. Kelley วัตถุประสงค์แรกคือ ลดต้นทุน ที่เกี่ยวเนื่องกับการปิดและเปิดโรงงานใหม่ที่เกิดจากการจัดตารางเวลาที่ไม่มีประสิทธิภาพ

Critical Path (สายงานวิกฤต) = ลำดับการทำกิจกรรมของโครงการที่ ยาวที่สุด หากกิจกรรมบนสายงานวิกฤตเปลี่ยนแปลง จะส่งผลกระทบต่อจำนวนวันและระยะเวลาสิ้นสุดโครงการ

โครงสร้างโครงข่าย (Network Structure):

A 3 B 5 C 2 D 4 E 2 Critical Path: A → B → D → E = 3+5+4+2 = 14 เส้นทางอีกเส้น: A → C → D → E = 3+2+4+2 = 11 (ไม่วิกฤต มี slack 3)
โครงข่าย CPM — เส้นทางที่ยาวที่สุดคือ Critical Path
วิธีหา Critical Path: ไล่ทุกเส้นทางจากจุดเริ่มถึงจุดจบ → รวมเวลาแต่ละเส้นทาง → เส้นที่ รวมได้มากที่สุด คือ Critical Path และงานบนเส้นนั้นคือ Critical Activities (เลื่อนไม่ได้เลย)

ความสัมพันธ์ของงานแบบ Dependency-based

รูปแบบความหมายตัวอย่าง
Dependent task
งานที่ขึ้นกับงานอื่น
งานหนึ่งไปขึ้นอยู่กับอีกงานหนึ่งงาน 2 จะเริ่มได้ต้องทำงาน 1 ให้เสร็จก่อน
Multiple successor tasks
งานหลายงานขึ้นกับงานก่อนหน้างานเดียว
งานเหล่านี้เริ่มพร้อมกันได้ เรียกว่า concurrent tasksงาน 2 และ 3 ต้องรองาน 1 แต่เริ่มพร้อมกันได้
Multiple predecessor tasks
งานที่ขึ้นกับงานก่อนหน้าหลายงาน
ต้องรอหลายงานเสร็จก่อนงาน 9 จะเริ่มได้ต้องทำงาน 7 และ 8 ให้เสร็จก่อน

ความสัมพันธ์แบบ Time-based 4 แบบ

FS: Finish to Start A B A เสร็จ B จึงเริ่ม SS: Start to Start A B A เริ่ม B จึงเริ่มได้ FF: Finish to Finish A B A เสร็จ B จึงเสร็จได้ SF: Start to Finish A B A เริ่ม B จึงเสร็จได้ (พบน้อยที่สุด)
FS / SS / FF / SF — ความสัมพันธ์ตามกำหนดเวลา

4. PERT — Program Evaluation and Review Technique

พัฒนาขึ้นครั้งแรกในปี 1958 เพื่อใช้งานโดย สำนักงานโครงการพิเศษ กองทัพเรือสหรัฐฯ เป็นเทคนิคเชิงปริมาณด้านการวิเคราะห์ข่ายงานอีกรูปแบบหนึ่ง ใช้เมื่อ เวลาในการดำเนินกิจกรรมไม่แน่นอน จึงต้องใช้ หลักการทางสถิติและความน่าจะเป็น เพื่อคาดการณ์เวลาเสร็จสิ้นโครงการ

ตัวแปรชื่อความหมาย
OOptimistic Timeระยะเวลาที่เร็วที่สุดที่จะเสร็จ
MMost Likely Timeระยะเวลาประมาณการในความเป็นจริงกรณีที่ไม่มีปัญหาใดๆ
PPessimistic Timeระยะเวลาที่นานที่สุดที่จะเสร็จ
PERT Expected Time = (O + 4M + P) / 6

ตัวอย่าง

งาน X: O = 2 วัน, M = 5 วัน, P = 14 วัน

(2 + 4*5 + 14) / 6
= (2 + 20 + 14) / 6
= 36 / 6
= 6 วัน
PERT อาจไม่ได้สนใจ การระบุงานวิกฤต (Critical / Non-Critical Activities) เพราะเป้าหมายรวมของ PERT คือทำให้โครงการเสร็จตามกำหนดเวลาและงบประมาณ รวมถึงประเมินขอบเขตโดยรวมอย่างแม่นยำระหว่างขั้นตอนกำหนดขอบเขต

5. CPM vs PERT

ประเด็นCPMPERT
ประสบการณ์ผู้บริหารมีประสบการณ์บริหารมาก่อนไม่มีประสบการณ์ ต้องอาศัยความน่าจะเป็นทางสถิติ
เวลาในการดำเนินกิจกรรมแน่นอนไม่แน่นอน
มุ่งเน้นCost-Time Trade-off และการลดต้นทุน ต้องการเส้นทางที่ประหยัดงบประมาณที่สุดเวลา เป็นสำคัญ หาวิธีที่ใช้เวลาน้อยที่สุด
ประเภทโครงการโครงการที่เคยทำมาแล้วโครงการใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยทำ
สาขางานธุรกิจ วิศวกรรม การก่อสร้างการค้นคว้าวิจัยและพัฒนา
ข้อดีของ CPM & PERTข้อจำกัดของ CPM & PERT
แสดงความสัมพันธ์ของงานในโครงการได้ความสัมพันธ์ระหว่างงานและเวลาไม่ชัดเจน
ช่วยระบุงานที่สำคัญที่สุด และงานใดที่เลื่อนเวลาได้จำเป็นต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะงานในแผนภาพ
เหมาะกับโครงการขนาดใหญ่ ซับซ้อนสูง งานมากไม่สามารถปรับขนาดได้สำหรับโครงการเล็กและงานง่ายๆ
ช่วยให้ประเมินความเสี่ยงง่ายขึ้นแสดงความคาดหวัง แต่ไม่ใช่สถานะหรือความคืบหน้าที่แท้จริง
กรอบการทำงานสมบูรณ์ ทุกคนรู้ว่าควรทำอะไรเมื่อใดต้องดูแลระบบเพิ่มมากระหว่างระยะกำหนดขอบเขต และการประเมินเวลาสร้างความกดดัน ไม่เอื้อต่องานสร้างสรรค์

6. Flow Chart

ผังงาน (Flow Chart)ผังปฏิบัติงาน (Work Flow)
แผนผังรูปภาพที่ใช้แสดงแนวคิดหรือขั้นตอนการทำงานของโปรแกรม ช่วยให้เห็นภาพรวมได้ง่ายขึ้นรูปภาพหรือสัญลักษณ์ที่ใช้เขียนแทนขั้นตอน คำอธิบาย ข้อความ หรือคำพูดที่ใช้ในการปฏิบัติงาน

หัวใจ: "ใช้สัญลักษณ์แทนคำอธิบาย"

ประเภทของ Flow Chart 4 แบบ

ประเภทแสดงอะไร
Document Flow Chartการเคลื่อนไหวของ เอกสาร ในระบบ
Data Flow Chartการเคลื่อนไหวของ ข้อมูล ในระบบ
System Flow Chartการเคลื่อนไหวของ สิ่งของและทรัพยากร ในระบบ
Program Flow Chartควบคุม การตัดสินใจโปรแกรม ในระบบ

โครงสร้าง Flow Chart 3 แบบ: Sequence Structure, Decision and Selection Structure, Iteration Structure

กฎการเขียน: Flow chart ต้องเริ่มจากจุดเริ่มต้น (Start) และสามารถไปยังจุดสิ้นสุด (Stop) ได้เสมอ

As-is System vs To-be System

As-is SystemTo-be System
ระบบงานปัจจุบันของหน่วยงาน หรือ Flow การทำงานปกติ ซึ่งอาจใช้คอมพิวเตอร์ช่วยหรือไม่ก็ได้ระบบงานใหม่ที่เกิดจาก Requirements ล่าสุด ออกแบบไว้เพื่อแก้ปัญหาหรือเพิ่มประสิทธิภาพของระบบงานเดิม
ข้อดีของ Flow Chartข้อจำกัดของ Flow Chart
ช่วยลำดับขั้นตอนการทำงาน นำไปเขียนโปรแกรมได้โดยไม่สับสนไม่เหมาะกับระบบการตัดสินใจที่ซับซ้อนเกินไป
ช่วยตรวจสอบและแก้ไขโปรแกรมได้ง่ายเมื่อเกิดข้อผิดพลาดไม่สามารถบอกได้ว่าขั้นตอนใดสำคัญกว่า เพราะใช้สัญลักษณ์ลักษณะเดียวกัน
ช่วยให้ดัดแปลงแก้ไขได้สะดวกรวดเร็วโครงการใหญ่ Flow Chart จะใหญ่ตาม แก้ไขยาก
ช่วยให้ผู้อื่นศึกษาการทำงานของโปรแกรมได้ง่ายและเร็วขึ้นไม่สามารถแทนคำสั่งของภาษาคอมพิวเตอร์บางคำสั่งได้อย่างชัดเจน
ประโยชน์หลักของทั้ง Flow Chart และ As-is/To-be คือ "การทำให้เห็นภาพ" ทำให้หาจุดอ่อน จุดบอด หรือ ปัญหาคอขวด (Bottleneck) ได้